วันศุกร์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

กลอนธรรม - บทธรรม




โลภโกรธหลง มีทุกคน นั้นแหละหนา
ทุกชีวา ถ้าเกิดมา ต้องเจอแน่
ทั้งเกิดแก่ เจ็บตาย เหมือนสายแห่ (สายรก)
ขอเพียงแค่ อย่าไปยึด เดี๋ยวหยุดเอง

สิ่งที่แน่ ของสุขแท้ อยู่ที่ไหน
ชอบขานไข อยู่ที่ใจ มิใช่หรือ
แล้วทำไม พากันบ่น หาสุขฤา
ทั้งที่รู้ และเห็นอยู่ สุขอยู่ใด

เย่อและหยิ่ง นั้นเป็นสิ่ง สำคัญหมาย
แล้วความตาย ใยไม่หมาย ให้หายหลง
แม้ร่างกาย นั้นก็เป็น สิ่งต้องปลง
คงไม่ “๑๐๐” ก็ต้องลอย เถ้าอังคาร

เมื่อยามใจ ไม่สมหวัง และเศร้าโศก
เห็นแต่ยก แล้วก็เท เท่ห์นักหรือ
โทษจากการ ยกและเท ไม่เห็นฤา
อบายมุขหรือ ก็มาหมด สลดจริง

อันมนุษย์ ประเสริฐแท้ จริงหรือ
นามระบือ ทั่วหล้า หาใช่
ทั้งปล้นจี้ ฆ่ากัน ร่ำไป
คำประเสริฐ อยู่ไหน บอกแจ้งทีนา

หาใช่เขียนดูหมิ่น ใครไม่
เพราะหัวใจ เห็นใช่ ประเสริฐแท้ดังฤา


อันตัวกาย คือเครื่องหมาย ของความทุกข์
แม้จะสุข ก็ไม่เท่า ทุกข์เลยหนา
ผู้เห็นทุกข์ จงหาทาง พ้นไปนา
คงไม่ช้า อาจพบสุข พ้นทุกข์ไป


ทรัพย์ภายนอก แม้มีมาก ยิ่งสุขหรือ
ที่เห็นคือ ยังบ่นทุกข์ กันอยู่หนา
ช่างทุกขัง อนิจจัง อนัตตา
เหตุใดหนา ไม่ยอมหา ทรัพย์ภายใน

รู้จักใจ ของตน จริงๆ หรือ
เพราะนี่คือ ใจเรา นั่นซิหนา
ถ้ารู้จริง ใยขนทุกข์ ใส่ใจนา
แล้วใยมา พูดกันว่า รู้ใจตน

วันและคืน ผ่านมา-ไป ไม่รู้จบ
แต่ชีวิต ตนนั้นจบ มิใช่หรือ
แล้วใยไม่ ค้นหาบ้าน หน้าไว้ฤา
ปล่อยกิเลส จูงมือไป ไม่จบกัน

ตัวอาฆาต ริษยา พยาบาท
มันไม่อาจ ตัดได้ จริงๆ หรือ
แล้วสอนเขา ว่าให้ละ ทำไมฤา
ตัวยังถือ อยู่เต็มอก ตลกจริง

พูดดูหมิ่น ถากถางกัน หาดีไม่
ใครที่ไหน จะดีเลิศ ไปทุกสิ่ง
ยิ่งมนุษย์ ประเสริฐกว่า สัตว์แท้จริง
สลดจริง ยิ่งกว่าสัตว์ เพราะวาจา

ความซื่อสัตย์ คือสมบัติ ของผู้ดี
ความตระหนี่ คือสมบัติ ของคนโลภ
ความละโมบ คือสมบัติ ของคนอยาก
ความเป็นผู้บริจาค คือสมบัติ ของคนหวังสุข

ความอยากพ้นทุกข์ คือสมบัติของอริยะ
ความเป็นผู้ตะกละ คือสมบัติ ของคนไม่พอ
ความเป็นผู้สับส่อ คือสมบัติ ของคนปากมาก
ความพยาบาทอาฆาต คือสมบัติ ของคนพาล

ตัดสิ่งใดไหนเล่า ก็ไม่เท่าตัดใจ
ตัดความกังวลใด ๆ ก็ไม่เท่าตัดทุกข์
ตัดความรู้สึกนึกคิดใด ๆ ก็ไม่เท่าตัดจากราคะ
ตัดจิตให้พ้นจากวัฏฏะ นั่นแหละหนา ที่ควรกระทำ

----------------------------------

ทำอะไร อย่ากลัวใคร เขาไม่รู้
แม้ทำคู่ ก็จงรู้ อยู่ที่ตน
บุญกุศล ตนนั้นแล พยานตน
อย่ากลัวคน เขาไม่รู้ ว่าตนทำ

ชีวิตนี้ เกิดมาจาก สิ่งใดหนา
ทุกชีวา เกิดตายมา น่าเบื่อไหม
เหตุไฉน ไม่รู้เบื่อ เมื่อจากไป
ตายเกิดไง เห็นกันไหม ไม่เว้นวัน

รู้กันอยู่ เห็นกันอยู่ ทุกชีวา
ว่าเกิดมา ก็ต้องตาย กลายเป็นผี
โลภโกรธหลง ที่มีอยู่ ทุกชีวี
ใยไม่หา วิธีปราบ กำจัดมัน

ทุกข์ก็รู้ สุขก็รู้ อยู่ทุกคน
แม้เหตุผล ตนก็รู้ อยู่นี่หนา
ปรัชญา ที่เฝ้าพร่ำ สอนกันมา
ไฉนหนา ไม่นำมา ใช้กันเอย

คนที่โง่ ย่อมเป็นเหยื่อ คนฉลาด
คนที่ขลาด ย่อมเป็นเหยื่อ ของความกลัว
คนหมองมัว ย่อมเป็นเหยื่อ ของความโง่
คนอวดโอ้ ย่อมเป็นเหยื่อ ของความหลง
คนไม่ปลง ย่อมเป็นเหยื่อ ของสังขาร
คนใจพาล ย่อมเป็นเหยื่อ ของอาฆาต
คนพยาบาท ย่อมเป็นเหยื่อ ของตัวเวร
คนเป็นเดน ย่อมเป็นเหยื่อ ของคุกอยู่ร่ำไป


จดบันทึกโดยพระไพรศาล เปลี่ยนไธสง

วันศุกร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2551

สิ่งดี ๆ

ในโลกนี้ มีอะไร มากมายนัก
เพียงรู้จัก นับสะสม เกินจะหมาย
มากเหลือเกิน ถึงจดจำ ก็ไม่วาย
จึงช่วยด้าย... ถ้ามีคอมฯ ให้ช่วยจำ

จึงนำมา บันทึกไว้ กันช่วยหลง
เก็บไว้คง เป็นสิ่งที่ มีคุณค่า
นำสิ่งดี ที่ฝังใจ แต่ไรมา
จึงเป็นค่า ที่ควรจด จำในใจ

หากจะมี สิ่งที่ ดีกว่านี้
ก็มีแต่ หัวใจ ที่ใฝ่หา
ใผ่หาสุข ที่ทุกคน หวังทั่วหน้า
แต่จะหา พบเจอสุข กี่คนกัน

สุขกับที่ มีทรัพย์ หรือรถ-บ้าน
สุขเบิกบาน เพราะมีคู่ หรือไฉน
หรือว่าสุข ที่มีบุตร สุขชื่นใจ
ใช่สุขไหม ที่เจอ ดังกล่าวมา

ทุก ๆ คน หวังสุข กันทั่วหล้า
แต่ก็ล้า เมื่อพบทุกข์ ที่ไม่หวัง
หากเป็นเอง เพราะเป็นสิ่ง ไม่จีรัง
ถึงจะหวัง ก็ไม่แคล้ว คลาดจากมัน

เรื่องที่พบ มีกี่คน ที่หวังได้
จะมีใคร เหมือนดั่งองค์ พระพุทธเจ้า
ผู้แสวง พบหนทาง รู้ทุกข์เบา
เบาจนเบา โล่งว่าง สุดบรรยาย

บางคนหวัง ได้ไปเที่ยว ชมภูเขา
ชมทิวทัศน์ บรรยากาศ ให้สุขสม
บ้างก็เที่ยว ทะเลเวิ้ง ที่นิยม
ก็ว่าชม จนสุขจิต หวังผ่อนคลาย

เรื่องชีวิต นับว่า น่าควรคิด
คิดจะหลบ จะหลีก จากเรื่องวุ่น
บ้างสมอง ทำสับสน จนหัวหมุน
ก็เพราะครุ่น คิดหนัก เกินปล่อยวาง

เพราะว่าจิต ไม่เคยคิด ทำสงบ
จึงไม่พบ สุขแท้จริง จึงห่างหาย
หากหาพบ ความสุข อยู่ในกาย
ที่มีใจ ไม่คิดส่าย จึงวางเบา

จะวางได้ ใช้ปัญญา ตรองตามรู้
รู้แล้วละ หัดวางเป็น ให้ได้บ้าง
ก็จะรู้ การวางจิต จนปล่อยวาง
หมั่นสะสาง ชัฏในอก ให้โล่งไป

ก็จะพบ ความสุข ที่มีค่า
ใครจะหา อะไร ก็รู้ได้
หาให้พบ จริง ๆ นี่ ลงที่ใจ
ปล่อยวางได้ ใจเป็นสุข ทุกคืนวัน

--------------------------


รู้สุข เมื่อทุกข์จาง รู้ละวาง จิตเบายิ่งนัก

...จาก ผู้หวังให้ทุก ๆ คน มีสุขถ้วนหน้า

วันพุธที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2551

ลำนำของใจ

กล่าวลำนำ ล้ำค่า บ้างได้ไหม
พูดเรื่องใจ ไขปัญหา ปัดสิ่งข้อง
นำหลักธรรม นำปฏิบัติ ธรรมครรลอง
เปลื้องสิ่งข้อง พบค่าล้ำ ใจปลงเบา

จะดูรู้ ดูรัก พักสักหน่อย
จะปลดปล่อย ได้ไหม เจ้าใจเอ๋ย
ช่างยื้อยุด ฉุดกระชาก หนักใจเอย
เพราะความเคย ตามใจฉัน มานมนาน

พูดถึงเรื่อง ความรัก ชักติดขัด
เหมือนกับมัด หัวใจ ให้ติดเหนี่ยว
ติดตุ๊บตั๊บ ล้านใจ ฟั่นเป็นเกลียว
จึงข้องเกี่ยว หลงใจ ไปไม่เป็น

เพราะสิ่งข้อง สิ่งคา มีมาพร้อม
อวิชชาห้อม ล้อมไว้ ให้แน่นหนอ
จึงฝ่าออก ยากลำบาก จนใจท้อ
แต่ก็พอ ฝ่าออกได้ ด้วยพระธรรม

พระพุทธองค์ ทรงปั่นล้อ ธรรมจักร
เพราะทรงหัก กรงกรรม ดุจจักร์ผัน
สั่งสอนศิษย์ ผู้ใฝ่รู้ ออกจากมัน
ให้เท่าทัน อวิชชา พังจากใจ

นี่แหละหนอ เรื่องของใจ ใช่ว่าเล่น
แต่จะเห็น ได้อย่างไร ถ้าไม่นิ่ง
สมาธิ ดิ่งลงได้ ไม่ไหวติง
เป็นจิตนิ่ง ดิ่งเด่นดวง ผ่ารวงรัง

รวงรังภพ วัฏฏจักร หมุนใจสัตว์
สารพัด ล่อหลอก ให้ใจหลง
แต่องค์พระ สอนใจได้ จนรู้ปลง
จึงได้ทรง ช่วยผู้อื่น ได้ปลงตาม

นี่แหละหนา พระคุณ อันยิ่งใหญ่
ที่มีใจ ผู้พ้นได้ ช่วยสั่งสอน
กล่าวลำนำ เป็นกลอน เป็นบทตอน
เพื่อจะสอน ตามพระธรรม พระศาสดา

อันเรื่องศีล สมาธิ ปัญญาพร้อม
ทำใจน้อม ยอมรับ ดุจรักแท้
จะซื่อสัตย์ รักรื้อภพ ไม่ผันแปร
ถึงจะแก่ จวบสิ้นลม มุ่งนิพพาน

องค์พุทธะ อนุพุทธ ผุดรื้อโลก
ให้หมดโศก หมดภัย ในสงสาร
เกิด-แก่-เจ็บ ม้วยมรณ์ สอนเด็กคลาน
หรือเป็นท่าน ผู้แก่เฒ่า เฝ้าคิดเอา

หากยังรู้ เดียงสา ยังน่าคิด
แม้บัณฑิต เป็นได้ แต่ยังอ่อน
สอนเรียกพ่อ เรียกแม่ แม้ยังนอน
เป็นเพราะสอน ซ้ำซาก เพื่อย้ำเตือน

เติบโตมา กับคำสอน เฝ้าพันผูก
เพื่อให้ลูก ได้รู้คำ เสียงเรียกขาน
อันสมมุติ เรียนรู้กัน เพื่อสื่อสาร
เป็นตำนาน สอนกันมา แต่นานกาล

เมื่อเติบใหญ่ ท่านก็สอน ให้รู้ว่า
ผิดหรือถูก นั่นหนา เน้นเหตุผล
ประกอบบท ขยายความ อุปมาปน
ปะปนจน แจ้งแจ่มชัด ชัดหัวใจ

เมื่อรู้ผิด ก็ให้ละ อย่าทำอีก
ขอให้หลีก เส้นทาง ตามที่สอน
หลีกคนพาล คบบัณฑิต พึ่งพิงก่อน
นี่คือตอน สำคัญ รู้คบคน

คบคนใด ย่อมเป็น เช่นคนนั้น
ปลูกเผือก-มัน ก็ย่อมได้ เผือก-มันแน่
เหตุกับผล คู่กัน ไม่ผันแปร
สุดแท้แต่ จะลงเอย กันอย่างไร

อันคำพระ มีมากมาย มากเหลือล้น
คัดเลือกคำ เหมาะกับตน ให้ได้หนอ
แม้บทธรรม- หนึ่งรู้ได้ นั่นแหละพอ
เมื่อใจพอ กับทุกสิ่ง ยิ่งสบาย

ไม่มีสิ่ง กดถ่วง ให้ใจติด
ดุจยาพิษ จางหาย กายสดใส
จะเดินเหิร ทำทุกสิ่ง ไม่ทุกข์ใจ
มีอะไร ก็ไม่ห่วง ทรวงอกเบา

นี่แหละหนอ ท่านว่าตน พึ่งตนได้
จึงมีใจ ช่วยผู้อื่น ให้พึ่งบ้าง
บอกสิ่งรู้ ให้ลดละ เพียรปล่อยวาง
ได้สะสาง อุปาทาน ออกจากใจ

-----------------------------------

อภิภโว ภิกขุ
(พระชินวัฒน์ พองศรี ป. ๗ ศนบ. รุ่นที่ ๔๐ แห่งมมร.)

25 มิ.ย. 2551 เวลา 23.35 น.